เปรียบสเปกครบ! 10 สมาร์ทโฟนแฟลกชิพที่น่าซื้อที่สุดตอนนี้” เลือกไม่ถูกว่าแฟลกชิพรุ่นไหนคุ้มค่าที่สุด? ไม่ว่าจะเป็นกล้อง AI ระดับโปร ชิปประมวลผลขั้นเทพ หรือแบตเตอรี่ที่อึดสุดขีด เราเปรียบสเปกมาให้ครบจบในที่เดียวกับ 10 สมาร์ทโฟนแฟลกชิพที่น่าซื้อที่สุดในตอนนี้ อ่านจบแล้วอย่าลืมมาช้อปของจริงได้ที่งาน Thailand Mobile Expo 2026 วันที่ 12-15 มีนาคมนี้ ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

Samsung Galaxy S26 Series
หลังจาก Unpacked เปิดตัวไปก็พร้อมวางจำหน่ายในงาน ใครที่จองไม่ทันต้องห้ามพลาดเด็ดขาด เพราะโปรในงานมาแรงจริงๆ สำหรับ Samsung Galaxy S26 Series มีครบทั้ง 3 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น Galaxy S26, S26+ และ S26 Ultra

แต่รุ่นที่น่าสนใจสุดคือรุ่น Ultra ที่มาพร้อม Privacy Display ครั้งแรกในโลกบนมือถือ ช่วยปกป้องข้อมูลบนหน้าจอจากสายตาคนรอบข้าง พร้อมกล้อง 200MP ที่รูรับแสงกว้างขึ้นเป็น F1.4 และชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5 for Galaxy และยังมี AI คอยช่วยให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น ค้นหาข้อมูล หรือถ่ายภาพและแต่งภาพ ใครจองไม่ทันมางานนี้ไม่ผิดหวังแน่นอน

OPPO Fine X9 Series
OPPO Find X9 Series มาพร้อมจุดขายหลักด้านการถ่ายภาพและวิดีโอระดับโปร โดยเฉพาะสายคอนเสิร์ตและสายซูม ไฮไลต์สำคัญคือกล้อง 200MP Hasselblad Telephoto ในรุ่น Pro ที่ให้ภาพคมชัดแม้จะครอปภาพ พร้อมพลังซูมสูงสุด 120X Super Zoom และการบันทึกวิดีโอ 4K 120fps รองรับ Stage Mode สำหรับจับทุกอารมณ์ของศิลปินบนเวที


นอกจากนี้ยังมาพร้อม Hasselblad Portrait สำหรับภาพบุคคลที่มีมิติและโทนสีสมจริง ด้านซอฟต์แวร์ขับเคลื่อนด้วย ColorOS 16 ที่มี AI ช่วยแต่งภาพและจัดการข้อมูลผ่าน AI Mind Space เริ่มต้นที่ 29,999 บาท แต่ภายในงานรอดูโปรแบบจัดเต็มได้เลย

OPPO Reno15 Series 5G
OPPO Reno15 Series 5G สมาร์ตโฟนสายคอนเทนต์ที่มาพร้อมกันถึง 4 รุ่น ตั้งแต่ Reno15 F, Reno15, Reno15 Pro ไปจนถึง Reno15 Pro Max จุดเด่นด้านกล้องคือเซลฟี่มุมกว้างพิเศษ 50MP ระยะ 0.6x ที่กว้างที่สุดในอุตสาหกรรม ให้มุมมองถึง 100 องศา พร้อมกล้องพอร์ตเทรตซูม 3.5x สำหรับภาพบุคคลมีมิติ ส่วนรุ่น Pro จัดเต็มกับกล้องหลัก 200MP และบันทึกวิดีโอ 4K HDR พร้อมระบบกันสั่นครอบคลุมทุกระยะ ดีไซน์ฝาหลังเอฟเฟกต์ แสงออโรร่า ระยิบระยับ ขับเคลื่อนด้วย ColorOS 16 และ AI Mind Space ช่วยจัดเก็บข้อมูลอัจฉริยะ มาพร้อมแบตเตอรี่สูงสุด 7,000mAh และชาร์จไว 80W สำหรับซีรี่ย์นี้เริ่มต้นเบาๆ 11,999 บาท

vivo X300 Series
vivo X300 Series เรือธงสายคอนเสิร์ตที่มีให้เลือก 2 รุ่น คือ X300 และ X300 Pro พัฒนาระบบกล้องร่วมกับ ZEISS จุดเด่นอยู่กล้องเลนส์เทเลโฟโต้ และในรุ่น Pro ยังมาพร้อมกล้องเลนส์เทเลโฟโต้ ZEISS APO 200MP เซนเซอร์ขนาด 1/1.4 นิ้ว และวิดีโอ 4K 120fps ขณะที่รุ่น X300 ก็ติดกล้องหลัก ZEISS 200MP เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีชุดเลนส์เสริม ZEISS 2.35x Telephoto Extender เพิ่มพลังซูมได้อีกขั้น ขับเคลื่อนด้วยชิป Dimensity 9500 และ vivo Imaging Chip V3+ พร้อมระบบปฏิบัติการ OriginOS 6 บน Android 16 แบตเตอรี่สูงสุด 6510mAh ชาร์จไว 90W และผ่านมาตรฐาน IP68/IP69 ใครที่กำลังหาเซ็ตกล้องมือถือสำหรับถ่ายงานคอนเสิร์ตมาจัดที่งานนี้ได้เลย

vivo V70
vivo V70 สมาร์ตโฟนสายพอร์ตเทรตที่มาพร้อมคอนเซปต์ “เสกช็อตลูกรักพระเจ้า” เจาะกลุ่มคนรักการถ่ายภาพบุคคลโดยเฉพาะ พัฒนาระบบกล้องร่วมกับ ZEISS ไฮไลต์ด้านกล้องอยู่ที่ ZEISS Super Telephoto 50MP พร้อม Sony IMX882 และ OIS ถ่ายพอร์ตเทรตได้สวยทุกระยะ เสริมด้วยกล้องหลัก 50MP เซนเซอร์ Sony IMX766 และกล้องหน้า 50MP มุมกว้าง 92° เซลฟี่กลุ่มได้ครบทุกคนในเฟรม ด้านสเปกจัดเต็มด้วยชิป Snapdragon 7 Gen 4 หน้าจอ 1.5K OLED 6.59 นิ้ว 120Hz แบตเตอรี่ 6500mAh ชาร์จไว 90W และผ่านมาตรฐาน IP68/IP69 ขับเคลื่อนด้วย OriginOS 6 บน Android 16 วางจำหน่ายเริ่มต้น 15,999 บาท เหมาะสำหรับใครที่อยากได้กล้อง ZEISS ในระดับเรือธงแต่จ่ายเบาๆ ต้องรุ่นนี้เลย

Honor Magic8 Pro
HONOR Magic8 Pro เรือธงกล้อง AI รุ่นล่าสุด จุดเด่นอยู่ที่กล้องเทเลโฟโต้ 200MP Ultra Night เซนเซอร์ขนาด 1/1.4 นิ้ว ซูมได้ตั้งแต่ 10x ถึง 100x พร้อม OIS กันสั่นระดับ CIPA 5.5 ถ่ายกลางคืนด้วยมือเปล่าชัตเตอร์ 2 วินาทีได้อย่างคมชัด เสริมด้วย AI Magic Color เอนจิ้นปรับโทนสีอัจฉริยะที่แยกแยะสีได้ถึง 16.77 ล้านสี ขับเคลื่อนด้วยชิปเรือธง Snapdragon 8 Elite Gen 5 แบตเตอรี่ Silicon-carbon 7100mAh ชาร์จไวแบบมีสาย 100W และไร้สาย 80W ราคา 39,990 บาท รอดูโปรโมชั่นเฉพาะรุ่นนี้ในงานได้เลย

HUAWEI Mate X7
HUAWEI Mate X7 สมาร์ทโฟนจอพับระดับเรือธงที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “ทลายขีดจำกัดด้านความทนทาน” ในทุกมิติ ตั้งแต่หน้าจอ บานพับ ไปจนถึงตัวเครื่อง ความแกร่งเริ่มจากกระจก Kunlun Crystal รุ่นใหม่ด้านนอก และโครงสร้างหน้าจอด้านในแบบคอมโพสิต 3 ชั้น ที่ทนการโค้งงอได้เพิ่มขึ้นถึง 100% บานพับ Advanced Precision Hinge ผลิตจากเหล็กกล้าความแข็งสูง 2,350MPa พร้อมเฟรมอะลูมิเนียมเกรดอากาศยาน และมาตรฐานกันน้ำ IP58/IP59 ด้านกล้องจัดเต็มด้วยกล้องหลัก Ultra-Lighting HDR เซนเซอร์ RYYB และกล้องเทเลโฟโต้ 50MP ซูมออปติคัล 3.5x รองรับวิดีโอ Ultra HDR 4K แบตเตอรี่ 5600mAh และชาร์จไว 66W ทั้งมีสายและไร้สาย ราคา 66,990 บาท

Xiaomi 17 Series
Xiaomi 17 Series เรือธงรุ่นล่าสุดจากเสียวหมี่ที่พึ่งเปิดตัวไปหมาดๆ ยังคงร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพร่วมกับ Leica เช่นเคย เปิดตัวพร้อมกัน 2 รุ่นหลักคือ Xiaomi 17 และ Xiaomi 17 Ultra สำหรับในรุ่น Ultra โดดเด่นด้วยเซนเซอร์กล้องหลักขนาด 1 นิ้ว LOFIC และกล้องเทเลโฟโต้ Leica 200MP ระยะ 75-100mm ซูมออปติคัลแบบกลไก ขยายได้สูงสุด 17.2 เท่า รองรับวิดีโอ Dolby Vision 4K 120fps

ขณะที่รุ่นมาตรฐานก็จัดเต็มด้วยเซนเซอร์ Light Fusion 950 และเลนส์ Leica เทเลโฟโต้ 60mm ซูม 5 เท่า บนตัวเครื่องบางเพียง 8.06mm น้ำหนัก 191 กรัม ทั้ง 2 รุ่นขับเคลื่อนด้วยชิป Snapdragon 8 Elite Gen 5 จอ OLED ความสว่างสูงสุด 3,500nits และแบตเตอรี่ Silicon-carbon สูงสุด 6330mAh ชาร์จไว 100W

REDMI Note 15 Series
REDMI Note 15 Series สมาร์ทโฟนซีรีส์ใหม่จากเสียวหมี่ที่ชูจุดเด่นด้าน “ความทนทานระดับไททัน” มาพร้อมกันถึง 4 รุ่น ได้แก่ Note 15 Pro+ 5G, Note 15 Pro 5G, Note 15 5G และ Note 15 ไฮไลต์สำคัญของซีรีส์นี้คือความแกร่งรอบด้านผ่านโครงสร้าง REDMI Titan รองรับการตกจากความสูงถึง 2.5 เมตร พร้อมมาตรฐานกันน้ำ IP66/IP68/IP69 ในรุ่น Pro ด้านกล้องจัดเต็มด้วยเซนเซอร์ 200MP HPE เปิดตัวครั้งแรกในระดับสากลบนรุ่น Pro+ และ Pro รองรับ 5 ระยะโฟกัสในเลนส์ตัวเดียว ส่วนแบตเตอรี่ใช้เทคโนโลยี Silicon-Carbon (SiC) สูงสุด 6,500mAh ชาร์จไว 100W รับประกันสุขภาพแบตเตอรี่นานถึง 6 ปี เริ่มต้นเพียง 6,699 บาท

iPhone 17 Series
iPhone 17 Series แม้ว่าจะเปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง มาพร้อมกัน 4 รุ่น ได้แก่ iPhone 17, iPhone Air, iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max และล่าสุดที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่กี่วันนี้กับ iPhone 17e เสริมไลน์อัพ iPhone 17 Series ในราคาประหยัด รวมครบทั้งหมด 5 รุ่นให้เลือก

ทุกรุ่นในซีรีส์ (ยกเว้น iPhone 17e) ได้รับการอัปเกรดหน้าจอเป็น 120Hz ProMotion และความสว่างสูงสุด 3,000 nits ขับเคลื่อนด้วยชิป A19 และ A19 Pro ในรุ่นสูง พร้อมชิปเครือข่าย N1 ที่ Apple ออกแบบเอง รองรับ Wi-Fi 7, Bluetooth 6 และ Thread จุดเด่นที่น่าสนใจคือ iPhone Air ที่บางเพียง 5.6mm บางที่สุดใน iPhone ทั้งหมดที่เคยเปิดตัวมา ส่วนรุ่น Pro มาพร้อมดีไซน์ใหม่โครงอะลูมิเนียมเกรดการบิน พร้อมระบบระบายความร้อน Vapor Chamber และกล้อง 3 ตัว 48MP ทั้งหมด หากกำลังมองหา หรืออยากเปรียบเทียบเครื่องจริง แนะนำมาที่งานได้เลย มีโปรโมชั่นดี พร้อม Cash Back รออยู่


